ส่วนประกอบของดิน











ดินเป็นของผสมระหว่างสารอนินทรีย์ อินทรีย์ น้ำและอากาศในดิน ส่วนประกอบทั้งหมดจะแปรผันตามชนิดของดิน สถานที่ อากาศ และอื่น ๆ

สารอนินทรีย์

เป็นส่วนประกอบที่มีปริมาณมากที่สุด และเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการควบคุมชนิดของเนื้อดิน สารเหล่านี้ได้มาจากการสลายตัวของหินและแร่ เกิดเป็นอนุภาคขนาดต่าง ๆ 3 ชนิด คือ
    1. เศษแร่ขนาดเล็กละเอียดหรือที่เรียกว่าอนุภาคขนาดเม็ดดินเหนียว มีสมบัติชอบดูดซับจับรวมกันเองเป็นเม็ดขนาดใหญ่และยังคงสมบัติความเหนียว เมื่อเปียกมีความสามารถดูดยึดน้ำและอาหาร แร่ธาตุบางชนิดไว้ด้วย
    2. อนุภาคใหญ่ หยาบ มีเหลี่ยมมุม หรือเรียกว่า อนุภาคขนาดเม็ดทรายไม่จับตัวกันเอง ไม่ดูดยึดอาหาร แร่ธาตุแต่ถ้ารวมตัวกับเม็ดดินเหนียวทำให้เกิดเป็นเม็ดดินที่โตขึ้นได้
    3. แร่บางชนิดที่เป็นแผ่นแบนและมีขนาดปานกลาง เรียกชื่อเฉพาะว่าอนุภาค เม็ดซิลท์ ไม่ค่อยจับเกาะกันเองและไม่จับอนุภาคอื่น มักจะเรียงซ้อนกันเป็นแผ่น ไม่ค่อยดูดยึดน้ำและอาหารแร่ธาตุ มันเป็นตัวการที่ไปอุดตันตามช่องว่างต่างๆ กีดกันการแทรกซึมน้ำกักลงไปในดิน
อนุภาคขนาดต่างๆ ทั้ง 3 ชนิดผสมกันในอัตราต่างๆ ตามประเภทของเนื้อดิน ถ้าดินใดมีอนุภาคขนาดเม็ดทรายมาก ดินนั้นมีเนื้อหยาบ เรียกว่า มีเนื้อดินประเภทเนื้อทรายหรือดินทราย ถ้าดินไดมีอนุภาคขนาดเม็ดดินเหนียวมากพอ เรียกว่า มีเนื้อดินประเภทดินเหนียว แต่ถ้าดินใดที่ไม่แสดงสมบัติออกไปทางดินทรายหรือดินเหนียว เรียกว่า ดินร่วน
เกิดจากการสลายตัวของซากพืช ซากสัตว์ โดยการกระทำของจุลินทรีย์ชนิดต่างๆ ได้สารที่เรียกว่า ฮิวมัส เป็นสิ่งสำคัญมากในดิน เนื่องจากเป็นแหล่งให้อาหาร แร่ธาตุไนโตรเจนแก่พืช ช่วยอุ้มน้ำ ดูดซับอาหาร แร่ธาตุ ทำให้อนุภาคดินจับกันเป็นเม็ดดินทรงกลมทำให้ดินร่วนโปร่ง ระบายน้ำและถ่ายเทอากาศได้ดี

น้ำในดิน

น้ำในดิน คือ น้ำที่อยู่ในช่องว่างระหว่างเม็ดดิน มีความสำคัญมากต่อการปลูกพืช เนื่องจากน้ำในดินมีสารละลายของเกลือแร่ธาตุอาหารของพืช ดังนั้น จึงมักเรียกน้ำในดินว่า สารละลายดิน ซึ่งพืชจะดูดเข้าไปทางรากเพื่อนำไปใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ภายในพืช ถ้าปริมาณน้ำในดินลดลงถึงจุด ๆ หนึ่ง จนรากพืชไม่สามารถดูดน้ำขึ้นไปได้ พืชจะแสดงอาการเหี่ยวเฉาและตายในที่สุด แต่ถ้าปริมาณน้ำในดินมีมากเกินไปจะมีผลทำให้ปริมาณช่องว่างในดินลดลงไปด้วย เนื่องจากน้ำไปแทรกอยู่ตามรูพรุนของดิน รากพืชจะขาดออกซิเจนสำหรับหายใจ เมื่อปล่อยทิ้งไว้เป็นระยะเวลานาน ๆ พืชก็จะตายเช่นเดียวกัน

อากาศในดิน

อากาศในดินอยู่ในช่องว่างระหว่างเม็ดดินในส่วนที่ไม่มีน้ำ อากาศในดินมีส่วนประกอบแตกต่างไปจากอากาศในชั้นบรรยากาศ เนื่องจากปริมาณของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นองค์ประกอบของอากาศในดินมีมากกว่าในชั้นบรรยากาศและปริมาณของก๊าซออกซิเจนของอากาศในดินมีน้อยกว่าในชั้นบรรยากาศ ซึ่งรากพืชจะใช้เฉพาะก๊าซออกซิเจนเท่านั้นสำหรับการหายใจและการแพร่กระจาย ขยายเซลล์ของรากพืช ดังนั้นจึงต้องมีการจัดการให้ดินมีช่องว่างสำหรับระบายอากาศ